ไกด์ Slay the Spire 2 ฉบับมือใหม่ — ระบบเกม ตัวละคร และเทคนิคการเล่น

คุณรู้ไหมครับว่าเกม Slay the Spire 2 คนส่วนใหญ่ที่เล่นไม่สามารถจบได้แม้แต่รอบเดียว และนั่นไม่ใช่เพราะเกมมันยากเกินไป แต่เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นยังไง

ในบทความนี้ผมจะมาอธิบายแนวทางการเล่นและเรื่องที่คุณควรรู้ในการเล่นเกมนี้ เพื่อให้ผ่านกันได้ง่ายขึ้นครับ

Slay the Spire 2 คือเกมแบบไหน?

เกมนี้เป็นแนว Roguelike Deckbuilder ที่ตัวเกมจะสุ่มองค์ประกอบต่างๆ ทั้งมอนสเตอร์ที่เราเจอ ของรางวัลท้ายด่าน รวมไปถึงสิ่งของที่จะซื้อได้จากร้านค้า การเล่นแต่ละรอบจึงไม่มีทางเหมือนกันได้เลย

และแน่นอนว่าการเล่นแพ้เป็นเรื่องปกติของเกมนี้ครับ แต่ยิ่งคุณมีข้อมูลเยอะเท่าไหร่ โอกาสชนะก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ระบบพื้นฐานและเกมเพลย์ที่ต้องรู้

การเลือกเส้นทางบนแผนที่

ในการเล่นเราจะต้องเลือกตัวละครก่อน แล้วเข้าไปยังแผนที่ซึ่งต้องตัดสินใจเลือกเส้นทาง สิ่งหนึ่งที่เกมไม่ได้บอกตรงๆ แต่เห็นได้ชัดคือ ยิ่งเสี่ยงสูง รางวัลก็ยิ่งมาก

  • จุด Elite (ลูกพี่) — เก่งกว่ามอนปกติมาก แต่ถ้าจัดการได้จะได้ Relic เป็นรางวัล
  • เครื่องหมาย ? — อาจเจอ Event ที่ทำให้เล่นง่ายขึ้นหรือลำบากขึ้นก็ได้
  • ร้านค้า — ซื้อได้ทั้งการ์ดและ Relic แต่ของจะสุ่ม และที่สำคัญคือเราสามารถทำลายการ์ดที่ไม่ใช้ได้โดยใช้เงินแลกเปลี่ยน

การ์ดและ Energy

การ์ดแต่ละใบจะมีค่าร่ายอยู่ ซึ่งทุกเทิร์นเราจะได้มานาหรือค่าร่ายมา 3 หน่วย ยกเว้นว่าจะมีการ์ดเพิ่มพลังหรือผลจาก Relic ครับ

Relic — หัวใจสำคัญของเกม

Relic เป็นของที่ส่งผลตลอดทั้งเกม แต่ละชิ้นส่งผลไม่เหมือนกัน บางชิ้นเพิ่มค่ามานาในเทิร์นที่กำหนด บางชิ้นช่วยเพิ่มพลังโจมตี การมี Relic ที่ตรงสายกับที่เราเล่นจะทำให้เล่นง่ายขึ้นมาก

จำนวนการ์ดในเด็ค

เรื่องนี้สำคัญมากๆ ครับ เด็คโดยส่วนใหญ่แล้วการมีการ์ดเยอะเกินไปไม่ใช่เรื่องดี เพราะจะทำให้จั่วการ์ดที่ต้องการได้ยาก

ดังนั้นเวลาได้รางวัลมาควรเลือกดีๆ ว่าจะรับหรือไม่รับ หากไม่ตรงสายที่เล่น การข้ามไม่ใช่เรื่องแย่ครับ ยกเว้นบางสายที่ต้องการไพ่เยอะๆ อันนั้นค่อยว่ากันอีกที

แนะนำตัวละครทั้ง 5 ตัวในเกม

ในแพตช์ปัจจุบัน Slay the Spire 2 มีตัวละครให้เลือกเล่น 5 ตัว แต่ละตัวมีความสามารถและสไตล์การเล่นต่างกัน

นักรบเกราะเหล็ก (Ironclad)

นักรบที่มีวิธีการเล่นค่อนข้างเรียบง่าย เน้นทำดาเมจรุนแรงและเพิ่มความแข็งแกร่งให้โจมตีได้แรงขึ้น แต่ก็มีบางสายที่แอบซับซ้อนคือสายสลายการ์ดกับสายแลกเลือดที่ต้องบริหารให้ดี

ข้อดีหลัก: เมื่อสู้จบแล้วจะฟื้นเลือดตัวเองได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเล่นพลาดเท่าตัวอื่น เหมาะสำหรับมือใหม่ที่สุด

นักฆ่าแห่งความเงียบ (Silent)

ตัวนี้ซับซ้อนพอสมควรและมีสายการเล่นค่อนข้างเยอะ โดยหลักช่วงต้นจะเน้นสายพิษหรือสายมีด

สกิลพิเศษ: ช่วงต้นการต่อสู้จะจั่วการ์ดได้เยอะกว่าตัวอื่น ทำให้ Set up การต่อสู้ได้ไวกว่าสายอื่นๆ

The Regent

ทำดาเมจได้รุนแรงมากด้วยการเรียกดาบยักษ์ออกมาช่วยสู้ แต่มีเมคานิกต่างจากตัวอื่นคือมีหลอดพลังงานสองหลอด หลอดปกติและหลอด Cosmic Power ทำให้การเล่นค่อนข้างซับซ้อน

จุดเด่น: ถ้าเล่นเป็นจะเป็นหนึ่งในตัวที่ทำดาเมจได้สูงที่สุดเลย

The Necrobinder

ตอนเริ่มมาจะเชิญลูกน้องมาช่วยสู้ได้ ข้อดีคือลูกน้องจะช่วยรับดาเมจให้ ส่งผลให้ตัวนี้ทนทานกว่าตัวอื่นแบบเห็นได้ชัด

สายการเล่นหลัก: สายใช้ลูกน้องช่วยสู้ กับสายลดอายุขัยมอน ที่หากมอนอายุขัยหมดตอนจบตา มันจะตายไปเลย

นักเวทแปรพักตร์ (Defect)

ตัวนี้จะมีลูกเล่นคือเรียกลูกบอลธาตุต่างๆ มาช่วยสู้ได้ สายฟ้าทำดาเมจหลังจบเทิร์น น้ำแข็งช่วยเพิ่มเกราะ เป็นตัวที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและมีหลายสาย เมคานิกการเล่นไม่ได้ซับซ้อนจนเกินไป

สรุประดับความยากในการเล่น

หากเรียงระดับความยากจากง่ายไปยาก ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นแบบนี้ครับ:

  1. นักรบเกราะเหล็ก (ง่ายที่สุด)
  2. The Necrobinder
  3. นักเวทแปรพักตร์
  4. นักฆ่าแห่งความเงียบ
  5. The Regent (ยากที่สุด)

เทคนิคการเล่นแต่ละ Act

ในการเล่นเกมนี้จะมี 3 Act อันนี้เป็นแนวทางที่ผมใช้เล่นประจำและใช้ผ่านจนถึง Ascension 10 ในบางตัวละครครับ

Act 1 — สร้างฐานเด็คและเก็บ Relic

เร่งหาการ์ดดาเมจหลักให้ได้ก่อน หรือถ้าหาไม่ได้จริงๆ ให้ลองหาการ์ดที่ทำดาเมจสูงๆ เพื่อปิดมอนให้ไว แล้วค่อยแก้ทีหลัง แต่ถ้าทำได้ให้พยายามหาสายที่เราเล่น

ถ้าการ์ดครบไว ให้ไล่จัดการ Elite ให้ได้มากที่สุด ถ้าจะเปรี้ยวกับ Elite ควรมีเลือดมากกว่า 50% เป็นอย่างน้อย หรือมีขวดยาพร้อม และควรหลีกเลี่ยงการลงช่อง Elite ในการเดินแรกๆ เพราะส่วนใหญ่การ์ดจะยังไม่พร้อม ยกเว้นแต่เราจะสุ่มได้ของดีจัดๆ ตั้งแต่ต้นเกม

อย่าลืมแวะร้านค้าไปถอดการ์ดที่ไม่ค่อยได้ใช้ออก เพื่อให้เด็คเราลีนที่สุด โดยส่วนใหญ่ผมจะถอดในด่าน 1 ประมาณ 1-2 ใบ

ส่วนการเข้าจุดพัก ถ้าเลือดไม่ต่ำกว่าครึ่ง แนะนำอัปเกรดการ์ดก่อนดีกว่า ยกเว้นข้างหน้าจะเจอ Elite รัวๆ ผมไม่แนะนำให้พักช่วงแรกมาก เพราะถ้าไม่มี Relic ที่ช่วยฟื้นเลือดหรือของที่ช่วยตรงนี้ การพักค่อนข้างไม่คุ้ม เล่นใหม่จะไวกว่า โดยเฉพาะในระดับความยากหลังๆ ที่พลาดทีเดียวคือตาย

Act 2 — เลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็น

ใน Act 2 พวกมอนกิกี้จะเก่งขึ้นแบบกระโดดเลย ถ้าเลี่ยงได้ก็พยายามไม่สู้จะดีกว่า บางทีช่องกิกี้มันเก่งพอๆ กับช่อง Elite พยายามเล็งหาช่อง Event มากขึ้นเผื่อได้ของดี

แต่ถ้าคุณมาถึง Act 2 โดยการ์ดหลักหรือ Core ของเด็คยังไม่ครบ มีสองทางคือเล่นใหม่หรือลองฝืน แต่ส่วนใหญ่ผมไม่แนะนำให้ฝืนเท่าไหร่

ใน Act นี้เราน่าจะพอมีเงินบ้าง อย่าลืมเช็คร้านและหา Relic หรือการ์ดที่น่าใช้ ส่วนตัวผมเชียร์ไปทางเก็บเงินซื้อ Relic ดีกว่า เพราะบางชิ้นช่วยเปลี่ยนเกมมาก ยกเว้นจะมีการ์ดที่ทำให้เราเล่นง่ายขึ้นจริงๆ และถ้าเงินเหลืออย่าลืมทำลายการ์ดที่ไม่ค่อยได้ใช้

Act 3 — เซฟเลือดเพื่อบอสใหญ่

ใน Act นี้ถ้าทำได้ควรหลีกเลี่ยงการต่อสู้ให้มากที่สุด เพื่อเซฟเลือดไปสู้บอสใหญ่ครับ

สรุป

ก็ประมาณนี้ครับสำหรับแนวทางและเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ของเกม Slay the Spire 2 หวังว่าจะช่วยเพื่อนๆ ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ แต่ละ Act จริงๆ มีดีเทลยิบย่อยอีกค่อนข้างเยอะ เอาไว้ถ้ามีเวลาจะมาทำแนวทางการเล่นของแต่ละตัวแบบอธิบายละเอียดให้อ่านกันครับ

ลองเล่นกันแล้วตายรอบแรกตรงไหนคอมเมนต์มาคุยกันได้เลยครับ หรือถ้าอยากรู้แนวทางการเล่นแบบละเอียดของตัวไหนเป็นพิเศษ บอกกันได้

Latest articles

Related articles